17.12.53

หนึ่งปีที่ผ่านมา



แค่นั้นแหละ...
ธ.ค. 53

ปล. ข้ออ้างของการขี้เกียจเขียนบล็อค...คือการแปะรูป

13.12.53

มือหมุนทำให้โลกหยุดเคลื่อนไหว







ไปอ่างทองมาครับ แต่แวะหลงที่ลพบุรีเสียพักใหญ่ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันถึงได้เชื่อพิกัด GPS ผิดๆ ที่มีนักท่องเว็บบางคนโพสต์เอาไว้ แต่เอาหน่ะ หลงไปแล้วแต่ก็ยังมาถึงวัดม่วง วิเศษชัยชาญจนได้...

พกเลนส์ไปสามตัวเหมือนเดิม งัดเข้างัดออกๆ อยู่อย่างนั้นตลอดทริป ลำบากดีแต่ก็สนุกที่ได้มีสมาธิ หยุดฟังลมหายใจไปพร้อมกับหมุนเลนส์ในมือ ไม่ได้ดีกว่าเลนส์ออโต้ซักเท่าไหร่ เพียงแต่ว่ามันลดเวลารีบเร่งของเราให้ช้าและเนิ่บลง อย่างน้อยก็หนึ่งช่วงเวลาที่มือเราหาโฟกัสจากเลนส์

สามวันหยุดมีแต่เรื่องมากมาย ที่ทำให้คนใกล้ตัวได้กังวล ในขณะที่เราได้เพียงอธิบายสั้นๆ ว่า ไม่มีอะไร...
คนที่ไม่มีสีตรงกลางอย่างเรา จะอธิบายความหมายของคำว่า ไม่มีอะไร ให้ใครฟัง คงไม่มีคนเข้าใจ ว่าการไม่มีสีเทาของเรามันเป็นแบบไหน แค่เราคิดว่าขาวมันก็คือขาวโล่ง เมื่อดำก็ขอความกรุณาอย่าหาอะไรมาเจือ เพื่อให้มันจางลง..

แต่ทุกอย่างรอบๆ ขาวและดำของเรานั้น ไม่มีอะไรแฝงแม้เพียงซักนิด

ทุกครั้งที่ใช้มือหมุนเลนส์ หลายอย่างรอบตัวเราหยุดเคลื่อนไหว สมองไม่ได้คิดอะไรนอกจากวางขอบตากับช่องมองของกล้องเท่านั้น หลังจากเสียงลั่นชัตเตอร์ลั่นไปแล้ว ทุกอย่างก็จบ ผิดกับออโต้ฟกัสที่หลายคนใช้ คือยกเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องคำนึง แค่ฟังเพียงเสียงเท่านั้น กดเมื่อไหร่ก็ชัด (เว้นแต่ว่าโฟกัสผิดจุด)

จะเลือกให้เลนส์มันกำหนดความชัดเจนให้กับเรา เหมือนกับคนทั่วไป
หรือเลือกที่จะหยุดหายใจ แล้วหมุนเลนส์ กำหนดทุกอย่างด้วยตัวเราเอง
คงต้องคิดกันอีก ว่า สีเทา สีอะไรถึงจะพอดี
หรือจะกลับเป็นขาว-ดำ ของเราอย่างเดิม

ธค. 53

7.12.53

มีไว้อุ่นใจๆๆๆๆๆๆ







long week end ที่ผ่านมา ลงทุนซื้อ GPS ครับ เนื่องจากว่าที่เที่ยวในสมองเริ่มซ้ำกันแล้ว (555) เอา GPS มาเป็นข้ออ้างในการนำทางซักหน่อย หลังจากจะซื้อ ไม่ซื้อ อยู่นานสองนาน ศุกร์ที่ผ่านมา (กู) ก็ซื้อจนได้ ราคาไม่แพงมาก 5900 บาทสำหรับรุ่น GARMIN Nuvi 1250 ที่ผมเลือกมาใช้งาน

หน้าจอขนาดเล็กกะทัดรัด แต่วางเกะกะหน้ารถชิบหายครับ (เอ้าจริงๆ) คือแรกๆ คงยังไม่ชินนั่นแหละ ก็เลยดูแล้วขัดตายังไงก็ไม่รู้
เดิมทีเดียวที่ไม่มี GPS ผมไปแบบสุ่มๆ ครับ คือด้วยความจำอันแสนสั้น และการคาดเดาที่ห่วยบรม ผมก็เลยเป็นมนุษย์ที่ไม่กล้าไปในที่ๆ รู้สึกแบบว่า...เห้ย ที่นี่แม่งที่ไหนวะ

55 คือพอรู้สึกแบบงั้นปั๊บ กูกลับดีกว่า

ได้ GPS มาก็เหมือนลิงได้ขวดโค๊กครับ นี่มันอะไรกันนักวะเนี่ย ปุ่มห้าอะไรเยอะแยะตาแป๊ะไก๋ไปหมด ใช้เวลาบ้าเห่ออยู่ได้พักเดียวก็เริ่มที่จะรู้จักกับมันครับ เริ่มพูดเพราะๆ เคาะวรรคเว้นบรรทัดให้ GPS มันได้นำทางบ้าง อะไรบ้าง แล้วก็เริ่มปฐมฤกษ์เบิกเนตร (555) เริ่มใช้งานนั่นแหล๊ะ

เอาครับ กูมี GPS แล้ว สามารถกลับบ้านกี่โมงก็ได้ โดยไม่ต้องห่วงค่ำมืดจะมองไม่เห็นถนนเหมือนเคย เพราะ GPS มันจะพาเราไปเอง ชะเอิงเงย เปิดทริปก็ล่อไปซะงอมพระราม ไล่จากเล่ง เน่ย ยี่ 2 แถวบางบัวทองครับ โถ่ถังกะลังมังรั่ว วัดแม่งอยู่แค่เอื้อม (555) คือตรงผ่านข้้าง ม.เกษตร บางเขน แล้วก็วิ่งตรงอย่างเดียวครับ ดูป้ายข้างทางเอา (ฮี่โถ่)

ที่ๆ สองหลังจากเล่งเน่ยยี่ก็เป็นตลาดน้ำคลองลัดมะยมครับ เอออันนี้ยกความดีให้ GPS เพราะชาติหน้าก็ไม่รู้ว่าผมจะรู้จักไปที่ๆ แห่งนี้หรือเปล่า .. เอกชัย - บางบอน กูจะไปยังไงครับในเมื่อชื่อก็ยังเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน มาถึงแล้วก็กินๆๆๆๆๆๆ โซ้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จนจบทริปวันแรก

วันที่สองนี่เริ่มผยอง สั่งงาน GPS อย่างเต็มที่ เห้ยไหนพากูไปตลาดน้ำตลิ่งชันเด๊แสดดดด..ๆๆๆๆ

ปายๆๆๆๆ กินๆๆๆๆๆ กลับๆๆๆๆ
ไปต่อๆๆๆๆๆ ตลาดน้ำอัมพวาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
โอยใกล้ๆๆๆๆ ไปง่ายๆๆๆๆๆๆ

ปายๆๆๆๆ กินๆๆๆๆ ดึกแล้ววๆๆๆ
ช่างมันๆๆๆๆๆ กูมี GPSๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อุ่นใจๆๆๆๆๆ ขับกลับบ้านสองทุ่ม ชิวๆๆๆๆ

ไขว่ห้างด้วยนะเอ้า
ไม่เชื่อซื้อ GPS มาใช้กันดูดิๆๆๆๆๆ

ธค. 53

2.12.53

ถ้าชอบก็ขอบคุณ









ย่างเข้าเดือนใหม่แล้ว อีก 20 กว่าวันก็จะปีใหม่แล้ว (โว้ย) อากาศยังคงหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนเดิม ทำตัวรับลมหนาวกันแทบไม่ทัน เดือนนี้ซื้อเลนส์มา 2 ตัวแล้วจ้ะ คือ Tokina 12-24 mm f4 สอยมาจากนักกีฬาเบสบอลทีมชาติ (เชียวนะมึง) ภูมิใจยิ่งนัก อิอิ

เมื่อวานก็ไปเสียบ Carl Zeiss มาซะ 1 ไม้ครับ ระยะ 50 mm f2.8 แบบมี Adapter และ ship ในตัว (เลนส์ Manual น่ะครับ มี ship ก็ง่ายต่อการฟังเสียงโฟกัสหน่อย) เลนส์สองดุ้นราคารวมกันไม่ถึง 15000 บาท ดีนะที่ไม่เลือกเลนส์ AF ยี่ห้อดังๆ เพราะตัวนึงก็คงปาเข้าไป 20000 กว่าแน่ๆ (เล็ง 10-22 canon ไว้) ถ้าซื้อล่ะป่านนี้แทะตอม่อบางนาเล่นแทนข้าวกลางวันไปแล้ว - -'

สามรูปด้านบนเป็นผลงานของ Carl Zeiss 50 mm f2.8 ครับ เลนส์เก่าแต่โฟกัสยังคงคมกริบ สีที่ออกมาถูกใจเฮียเมพเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะไม่ถูกใจโปร แต่ถูกใจโก้ก็พอแล้ว ส่วนรูปล่างสุดเป็นฝีมือของ Tokina 12-24 mm f4 ครับ ตัวเลนส์ถึงจะหนักไปหน่อย แต่ก็พออนุญาตลืมความผิดได้ ด้วยสีสันและมุมของรูปที่เห็น ไม่กว้างเกินไป กว้างแค่พอใจก็โอเค (อร๊ายยย)

เป็นครั้งแรกที่คิดจะเล่นเลนส์มือ 2 ต่างค่ายที่ไม่รู้จักเหมือน Tamron, Sigma และก็เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่เล่นเลนส์มือหมุนครับ ผลที่ได้ก็ออกมาเกินความคาดหมาย เดี๋ยวหาซื้อ 135 mm มือหมุนอีกยี่ห้อมาหมุนเล่นดีกว่า เฮียเมพชอบกิงๆ กฎไม่ต้อง รูปส่วนใหญ่ของผมนั้นมั่วล้วนๆ อย่าถามว่าวัดแสงตรงไหน และทำไมถึงเลือก f เท่านี้ หรือ speed แค่นั้น ผมทำแค่มอง เห็นแสงที่ลอดผ่านใบไม้ มือหมุนเลนส์ สมองคิดตาม..เท่านั้น

ได้รูปที่ชอบผมก็ดีใจ แล้วก็จบ
คนมองรูปผมแล้วชอบก็ขอบคุณ
จริงๆ นะ

ธันวา 53
หนาวนี้ไม่มี HD
หนาวหน้ามาเต็ม

26.11.53

เอาเท่าที่มี แค่นี้ก็สุข



เช้าวันศุกร์แห่งชาติมาถึงอีกแล้ว ขับรถออกจากบ้านสวนทางกับลมหนาวที่แว่วผ่านมาอีกครั้ง วันนี้อากาศช่วงเช้าหนาวกว่าทุกวันในรอบ 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ลมหนาวปีนี้ทำหน้าที่ไม่ค่อยเข้มงวดนัก มาบ้างไม่มาบ้าง ปล่อยให้ชมรมคนรักความหนาวได้หง่าวกันไปแค่อาทิตย์เศษๆ แล้วก็เงียบหายไป จนในที่สุดเราก็ได้เจอกันอีกครั้ง แม้ช่วงสั้นๆ (แหม ลิเกจริงกู)

พรุ่งนี้ไปเมืองกาญ หวังว่าคงจะหนาวนะครับพี่ อุตส่าห์ท่อไปทั้งทีก็หนาวให้สะใจหน่อยเป็นไร..

ได้เลนส์ใหม่มาตัวนึง ในราคามือสองครับ เมื่อวานนี้คนขายใจดีขับรถมาส่งถึงที่บางนา ยกให้เป็นคนขายของมือสองแห่งปีเลยก็ว่าได้ ที่ลงทุนขับรถเอาของมาถวายเจ้าถึงที่ ขอบคุณครับพี่ ชอบใจจริงๆ กับเลนส์ Tokina 12-24 mm ที่ไม่คาดคิดว่าในที่สุดกูก็ซื้อเลนส์ช่วงนี้มาจนได้ หลังจากที่ดู 10-20, 10-22, 11-16 จากหลายค่ายมาตั้งหลายวัน (เอ้า ห่ากิน 55)

คือมักจะเป็นแบบนี้เสมอครับ เมื่อใดที่จดจ้องและมองในสิ่งที่ิคิดไว้ แต่สุดท้ายมักจะไม่เอาหรอก 555 มาได้ไอ้ที่ไม่เคยจะมองและไม่สนใจใยดี แต่ได้มาแล้วแฮปปี้ครับ ในเรื่องของเลนส์มุมกว้างที่เราต้องการ ไม่ต้องกว้างจนเท่าลานจอดเครื่องบินก็พอใจแล้วครับ ราคาก็พอที่จะเจียดเงินไปซื้อเอามาได้

ดีกว่าไปเล่นเลนส์ราคาแพงๆ
แต่ต้องมานั่งเศร้ากินข้าวกับปลาทูเหมือนแต่ก่อน

ได้แค่นี้ก็สุขใจ
เอาเท่าที่มี ใช้เท่าที่มี เท่านี้ก็สุข
เดี๋ยวนี้เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า เงิน มากยิ่งขึ้น
ว่ามันคืออะไร และควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อมีเงิน

หลังจากสุรุ่ยสุร่ายกับคำนี้มานาน ในแบบที่ไม่เคยจะยั้งคิด
ก็ดีเหมือนกันที่เริ่มคิดนานๆ แบบระมัดระวังชีวิตไม่พัง สมองไม่รั่วดีครับ
ไม่ต้องเชื่อผมมากหรอก แค่ลองทำดูก็แล้วกัน

พย. 53
พรุ่งนี้ไปกาญ ได้ถ่ายรูปแล้วโว้ยยยย กูมีเลนส์แล้วสาดดด

25.11.53

เปลี่ยนผ่าน



วันเสาร์ที่ผ่านมามีกีฬามหาวิทยาลัย..ซึ่งผมลงเตะบอลครับ...เรียกว่าเตะบอลเลยก็คงไม่ถูกนัก เพราะแค่ลงไปวิ่งด๊อกๆๆๆ และก็จิ้มบอลส่งให้รุ่นน้องสองสามจึ้กเพียงแค่นั้น ปีนี้ 2553...ผมอยู่ที่เอแบคมา 12 เกือบ 13 ปีแล้วครับ ลงเตะบอลให้ที่นี่นับครั้งนี้ก็หนที่ 4 แล้วล่ะมั้ง

สามครั้งที่ผ่านมา (หลายปีมาแล้วนู่น) ในแต่ละการแข่งขัน ผมลงเตะทุกนัดครับ ไม่มีว่างเว้น ครบเวลาแบบ full Time หรือต่อเวลา 120 นาทีก็ต้องมีเราอยู่ในสนาม ไม่ว่าจะเริ่มสตาร์ทกี่โมงก็แล้วแต่ ก็อยู่ตั้งกะเริ่มเขี่ยบอล จนถึงเก็บเต๊นท์รอบสนามเลยทีเดียว แพ้มั่ง ชนะมั่ง ก็อยู่ในเหตุการณ์ตลอด

แต่มาปีนี้ ลงเตะไปแค่ 2 เกมส์ โดนบอลไปไม่ถึง 10 ที แล้วก็กลับ...

เพราะรู้ตัวเองเลยว่า นี่คงไม่ใช่เวลาที่เราจะลงไปวิ่งเย้วๆๆ เหมือนแต่ก่อนอย่างไม่มีหมดแรงเหนื่อย แต่กลับเป็นตรงข้ามกันที่ใจไปแต่ขามันเสือกไม่ก้าว ขาก้าวแต่ลมก็พาลจะแดกเอาครับ ทุกสิ่งในสมองเกี่ยวกับฟุตบอลยังอยู่ครบเหมือนเดิมเป๊ะ แต่ไอ้ที่เปลี่ยนไปก็คือ แรงที่จะยกขาแล้วส่งบอลต่อไปให้คนอื่น กับแรงที่จะวิ่งกลางแดดตอนบ่ายสองให้ครบ 30 นาที (บอลโต๊ะเล็กน่ะครับ)

พูดแล้วก็เศร้า นี่กูกำลังเดินเข้าสู่วัยกลางคนใช่ไหมวะ ถึงได้เป็นแบบนี้ ได้แต่ยืนตะโกนโหวกเหวกมองดูน้องๆ ที่มันกำลังบรรเลงเพลงแข้งอยู่ในสนามกันอย่างเมามัน หรือว่ามันถึงวันที่หลายคนเคยเปรียบไว้ว่า เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากรุ่นหนึ่ง ไปสู่อีกหนึ่งรุ่น คลื่นลูกเก่าเน่าไป ลูกใหม่โถมข้ามา เป็นวัฏจักรที่ทุกคนเดินเหมือนกันไม่มีวันหลีกและเลี่ยงได้ ฉันใดก็ฉันนั้น..แล

เสือกปลงชีวิตเหมือนลุงแก่ๆ ซะงั้น
ตายล่ะกู - -'
ใจยังอยู่นะ แค่ขาไม่ก้าวเองแสดด
เค้าผิดด้วยเหรอ

พย. 53

ลอยกระทง 53



ผ่านมาตั้ง 4 วันแล้วเพิ่งจะมาอัพบล๊อค - -''

ที่จริงก็คงคิดไปเองว่าคงมีคนตามอ่านบล๊อคเรือนแสนแน่ๆ (เฉพาะ 5 คนที่หลงมาใน List นี่ก็จ้างทั้งนั้น) แต่เอาจริงที่ไหนได้ จะมีคนอ่านถึง 2 คนหรือเปล่าก็ไม่รู้ (555) แต่ช่างเถอะ เขียนเอง อ่านเอง ดองเอง สบายใจใครจะสู้

สุขสันต์วันลอยกระทงครับ!!

เล่นแม่งดื้อๆ งี้แหละ
บล๊อคส่วนตัว ใครจะทำลำโพง...(ทำไม!!)

พย.53

16.11.53

เริ่มต้นจากความคิด ชีวิตที่เหลือก็รอ




อยู่บ้านลาดกระบังมาได้นับเดือนแล้ว การดำเนินชีวิตเริ่มเป็นปรกติเหมือนตอนอยู่หอที่พัฒนาการ รู้จักกับเส้นทางมากขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่จะไปไหนทีนึงก็ต้องนั่งนึกว่า ถนนเส้นนี้มันไปโผล่ตรงไหนวะ แต่ ณ ตอนนี้ไปได้ไม่ยาก

อีกเดือนนึงก็จะพ้นปี 2553 มีเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบอยู่สองสามเรื่อง สำคัญเลยก็เรื่องการวางทางเดินด้วยตัวเอง หลังจากนอนกระดิกตีนอยู่เสียนานจนพาลเป็นคนเอาเปรียบคนอื่นมาเสียเยอะ ถึงคราวนี้คงต้องร่างแผนการเดินทางกันใหม่อีกรอบ หลักๆ แล้วก็คือเรื่อง บ้าน เป็นเรื่องสำคัญ รองลงมาคงเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งก็สำคัญไม่แพ้กัน ลืมไปเลยว่าเรายังมีหนี้อีก แต่ช่างมันเถอะ อยู่กับมันจนมานาน สนิทกันเหมือนเเพื่อนบ้านไปเสียแล้ว ยังไงซะก็ต้องนึกถึง กูไม่ลืมมึงหรอก (ก็แน่ล่ะ)

ปีหน้าคงมีงานใหญ่ๆ ให้ได้ตัดสินใจกันอีกครั้ง
เรื่องร้อยกว่ารายการวนมาในหัว วิ่งแล้วก็หมุนๆๆๆ
คิดแล้วก็น้ำลายหยดแหมะๆๆๆ

แต่มาอีรอบนี้แปลก คือ เริ่มหัดใช้สมองคิดเรื่องสำคัญ (เป็นเหมือนกัน) แทนที่จะคิดแต่เรื่องเรื้อนๆ เหมือนเมื่อก่อน กะไว้ว่าคงไม่ต้องดีมากถึงขนาดที่คนรอบข้างต้องมาอิจฉาหรอก กะว่าแค่ทำให้เนินลูกระนาดมันน้อยมากที่สุด ไม่สะดุดเหมือนที่ผ่านมาก็ท่าจะดี แปลนเรื่องบ้านใหม่ยังคงวิ่งวนอยู่ในหัวสมอง หลังจากมีลู่ทางที่จะขยับขยายได้ในอนาคต แล้วเรื่องอื่นๆ คงเดินตามมา

ในข้อแม้ที่ว่า รอ ... รอ รอ แล้วก็ รอ

ดูนานไปซักนิดสำหรับคนใจร้อนอย่างเรา แต่ก็เอาน่ะ เดี๋ยวมันก็มาถึงเอง
เริ่มคิดไว้ก่อน ที่เหลือก็...รอ
ก็น่าจะพอ (ใจได้ในระดับนึง)

พย.53
เงินมี HD ก็มา

12.11.53

Life goes on



หน้าหนาวเพิ่งจะเริ่มเข้ามาทักทายเมื่อเดือนตุลาคมเป็นต้นมา
แต่เรากลับได้บอกลาบุคลลอันเป็นที่รักและเคารพในครอบครัวไปแล้วถึง 2 ท่าน
22 ตค. 53 ตาของผมจากไปในวัย 80 ปี ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
ผมยืนมองร่างไร้ลมหายใจของชายแก่คนหนึ่ง ซึ่งต่อจากนี้คงไม่มีอีกแล้ว

ร่างที่ผอมเกร็งนอนอยู่บนเตียงยาวอย่างสงบนิ่ง
ข้างกายมีชุดนายทหารเรือ ยศนาวาอากาศเอกวางขนาบอยู่
วางยศ ปลดกระบี่ อย่างไม่มีวันกลับ...

ล่าสุด บ่ายวันที่ 10 พย. 53 ลุงผมก็ตามไปติดๆ มะเร็งตับที่ได้รับข้อมูลจากคุณหมอ
ว่าภายในไม่เกินปีนี้แหละ คงต้องเตรียมทำใจอะไรกันไว้บ้าง แล้วก็เป็นจริง...
สิ่งที่เหลือทิ้งไว้เป็นแค่เพียงร่างอันผอมบาง ผมสีดอกเลา
อดีตที่ยังคงหมุนวนอยู่ในหัวสมอง เมื่อผมจุดธูปและมองผ่านร่างของลุงไปอย่างช้าๆ

มือที่เคยจับเคียวเกี่ยวข้าว มาวันนี้ แม้น้ำเพียงหนึ่งหยดที่รดมือก็กำเอาไว้ไม่ได้...

ยืนอยู่ในมุมหนึ่งที่เห็นทุกคนเดินผ่านไปข้างหน้า ในขณะที่กำลังเอาลุงบรรจุลงโลง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอาลัยรัก รอยยิ้มที่เคยมีเมื่อวันวาน มาวันนี้กลายเป็นคราบน้ำตา
จากการที่ได้เห็นคนที่รักจากลาไป

เราปลีกตัวกลับพร้อมกับขับรถมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพ
พ่อกับแม่ต้องไปบ้านเลี้ยงหลาน
น้องชายอีกคนยืนคุยกันได้สามคำก็ต้องปลีกตัวกลับระยอง
เพราะลูกยังเล็ก ฯ

ส่วนคนอื่นๆ นั้นวุ่นวายอยู่กับพิธีศพต่อไป
คงไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะมานั่งคิดอะไรแบบเราๆ

ถนนเส้นลาดกระบัง-อ่อนนุช วานนี้ไกลชิบหาย...
ไกลซะจนได้คิดว่า อ่อ นี่หรือ คือ ชีวิต
ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา..

คงจวนได้เวลาแล้วกระมัง ที่ชีวิตเราก็คงต้องเดินตามอย่างชีวิตคนอื่น
เหมือนเป็นวัฎจักรอย่างที่มันเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเป็นระบบ
เกิดและเติบโต มีครอบครัว แก่...เจ็บ และตายไปในที่สุด

หดหู่เสมอเมื่อได้เจอเรื่องราวอะไรแบบนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่านี่ก็คือสัจธรรม ที่เราทุกคนพึงต้องเจอ
แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลานั้นจริงๆ ... ชีวิตมันก็ต้องเดินต่อไป ตามทางของแต่ละคน

พย.53
ด้วยความเคารพ

1.11.53

หนาวโค่ยย



สวัสดีเดือนพฤศจิกา ลมหนาววิ่งผ่านบ้านมา 1 อาทิตย์เต็มแล้ว รวมถึงเมื่อเช้า อากาศดีอย่างที่ไม่น่าจะมาทำงาน ก็เลยสายแม่ง ซะ 1 ดอกเอาฤกษ์เอาชัย (ฮ่วย!) อากาศเย็นๆ แบบนี้น่าขี่รถขึ้นเขาใหญ่ชิบ เดือนพฤศจิกายนแล้วสินะ อีก 10 เดือนก็จะถึงวันสำคัฐที่รอเป็นหนี้รอบใหญ่อีกครั้ง (555) ครั้งนี้ท่าจะเป็นหนี้ยาวนานกว่าครั้งไหนๆ

แต่เอาวะ นานก็ยอม
ดีกว่าลุ้นหวยแล้วโดนแดก เสียจริต
ได้มาซื้อรถแม่งก่อนอันดับแรก ขี่ขึ้นเชียงใหม่ให้หายเสี้ยนซักอาทิตย์
ท่าจะดี

พย.53
ไม่มีวันไหนไรซึ่ง HD

ปล. สุขสันต์วันหวยแดกครับ

สิ้นปี 2568

 ส่งท้ายปี 2568 ด้วยการ เมาพับที่ร้าน SlidingDoor น้าเน๊ก อีกวัน (31) พาหญิงไปซิ่งในเมือง กินมิตรโกหย่วนกันตอน 3 ทุ่ม   อากาศดี ผู้คนดี ชีวิ...