16.6.58

วิ่งตีนเปล่า




Barefoot Running
----------------------------------------------
ทดลองออกกำลังกาย
ด้วยการวิ่ง โดยการ
ใส่รองเท้าวิ่งได้แว้บนึง
รู้สึกว่า - รองเท้ามันดีมาก
คือวิ่ง 5.6 กิโลเมตร
โดยใส่รองเท้าวิ่งแบบไม่เมื่อย
หรืออยากเลิกวิ่ง
มันเบา และ บาง
มากซะจน
----------------------------------------------
(
คิดในใจ )
ถ้าไม่ใส่รองเท้าวิ่ง
มันก็น่าจะคล้ายกัน ... รึเปล่าวะ
(
แต่มือเคาะหาข้อมูลในกูเกิ้ล)
----------------------------------------------
เจอคำกล่าวจากครูท่านนึงว่า
เวลาวิ่ง ถ้ามันสนุก
มันจะหยุดวิ่งไม่ได้
(
เหี้ย โคตรน่าลอง)
ตอนนี้
เรายังไม่ถึงขั้นนั้น แค่เริ่มต้นวิ่ง
เพียงแต่รู้สึกว่า เวลาใส่รองเท้า
ถ้ามันจะเบาและบาง
แถมไม่ได้รู้สึกอะไร
กับการสะเทือนเลยซักนิด
สู้ถอดมันออกไป
แล้ววิ่งตีนเปล่า
หรือ หารองเท้า
ที่ใช้กับตีนเปล่า
น่าจะดีกว่า
เพราะธรรมชาติการวิ่งของมนุษย์
เกิดมาจากเท้าเปล่า
รองเท้าที่ซัพพอร์ทต่างๆ
มันถึงตามมาทีหลัง
แต่ใครจะใส่รองเท้าวิ่ง
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
มันเป็นความชอบของแต่ละคน
ซึ่งการวิ่งตีนเปล่า มันเป็นอีกทาง
ที่บางคนเลือกกัน
----------------------------------------------
คุณภรรยาไม่บ่นซักคำ
หลังจากรู้ว่าเราเปลี่ยนรองเท้าวิ่ง
เป็นอีกประเภท (อย่างเร็ว)
เพียงแต่บอกว่า ต้องศึกษาให้ดี
เอาให้รู้แน่ว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่
สิ่งที่ตัวเองชอบ
----------------------------------------------
ได้ฟังคำพูดแบบนี้
กูวิ่งลืมตีนครับ
ตอนนี้รู้ว่า วิ่งแบบนี้ มันใช่
แต่ไม่รู้จะชอบหรือไม่
ขอวิ่งไปเรื่อยๆ ก่อนนะ
แต่รองเท้าเค้าสั่งไปแล้วล่ะ
เหิ้วว~

มิ..58
สนุกง่ะ // มาออกกำลังกายกัน

3.6.58

วานนี้วิ่ง วันนี้ปั่น








"....เอาชนะคนอื่นง่ายมาก เอาชนะตัวเองนี่ยากโคตร..."

การได้ออกกำลังกายแล้วนั้น
ไม่ยากเท่ากับ
การคิดที่จะ เริ่มออกกำลังกาย 
เมื่อใดที่สลัดตัวขี้เกียจออกไปได้ 
เมื่อนั้นคุณจะมีเวลาในชีวิตเพิ่มมากขึ้น 
เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับร่างกาย
ถือเป็นการเอาชนะตัวเองได้ ซึ่ง

แม่ง...ยากอย่างเหี้ย ครับ 
(แต่เค้าทำได้ทำล๊าววว วว~)  =^_^=

ทั้งเริ่มปั่น และเริ่มวิ่ง
ซึ่ง เกิดมาในชีวิต
ก็ไม่เคยคิดที่จะทำไอ้สองสิ่งนี้
แต่พอได้ทำ 
เสื้อกกกกมาทำพร้อมๆ กัน
555555+

กายออกกำลังกาย 
ไม่ได้ทำให้เราตายยากขึ้นครับ
หนำซ้ำเรายังไม่มีวันล่วงรู้อีกเช่นเดิม
ว่าจะตายเมื่อไหร่
แต่ถ้าใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ 
ไม่ดูแลรักษาตัวเอง
พอเจ็บป่วยแล้วเราเรียกสุขภาพ
คืนมาไม่ได้นะ 

ถึงวันนั้นไม่รู้ว่าจะใช้คำว่า สาย 
หรือคำว่าอะไรถึงจะดี
ออกกำลังกายนี่ไม่ต้องจริงจังมาก
ถึงขนาด ทำอาทิตย์ละ 7 วันก็ได้ครับ
(คือใครทำได้นี่ก็ดีนะ โหดสัส)

เพียงแค่แกว่งมือ 
หรือทำกิจกรรมอื่นๆ
นอกเหนือจากกิจวัตรประจำวัน
เป็นระยะเวลานานพอสมควร
ที่จะสามารถรีดเหงื่อออกมาได้
เท่านั้นก็เรียกว่า ออกกำลังกาย 
แล้วล่ะครับ

ส่วนความยากของมัน
ไม่ได้อยู่ที่ ขั้นตอน 
หรือ ประเภทของการออกกำลังกายครับ
แต่มันอยู่ที่ 

... เมื่อไหร่จะเริ่ม  ... ??

ทุกคนมีเวลาเท่ากันหมด
อยู่ที่ว่าใครเริ่มก่อน
คนนั้นก็ได้สนุกก่อน
เท่านั้นแหละนะ

ทุกวันนี้สนุกมาก
ปั่นจักรยานวันนึง วิ่งวันนึง
เหลือว่ายน้ำที่ยังลังเล
ถ้าทำได้ครบ เดี๋ยวลงแข่งไตรกีฬาแม่งซะนี่

รักนะ / แดง ไบเลย์ อาร์มสตรอง

ปล. อยากกินเหล้าเบียร์ เหมือนกันนะ แต่ช่วงนี้ไม่ว่าง เอาไว้ว่างๆ ค่อยกิน

29.5.58

I RUN : เมื่อฉันวิ่ง 2015 #2







หลังจากคิดได้ว่า
ที่ทำงานก็มีพื้นที่ให้วิ่ง (นี่หว่า)
เช้านี้ก็เลยพาตัวเองมาจากบ้านแต่เช้า
เพื่อมาวิ่ง! ก่อนเข้าทำงานครับ

เริ่มวิ่ง 7.00 น. วนรอบข้างใน ราวๆ 2.5 กม.+-
สะเทือนถึงหัวเข่าแบบรู้สึกได้ (หัวเข่าพังเพราะบอลมานานแล้ว)
ค่อยๆ ลดความเร็วจากวิ่ง สลับมาเป็นเดินเร็ว เดินช้า แทน

รองเท้า เป็นหนึ่งเดียวกับตีนมากครับ
คือเบาจนแทบไม่รู้สึกว่าใส่อะไรอยู่ที่เท้า
จะรู้สึกก็แค่ตอนวิ่งลงส้นและฝ่าเท้า

ถ้าใช้รุ่นที่มี Gel หรือ Spring คิดว่าการวิ่ง
น่าจะมันกว่านี้ หมายถึงบนถนนคอนกรีต ลาดยาง สลับกับพื้นแข็ง
แบบนี้น่ะครับ น่าจะช่วยซับแรงกระแทกได้เยอะโข

แต่การวิ่งสลับเดินก็ผ่านไปด้วยดี
หลังจากจบ 5 กิโลเมตรกว่าลง
เหนื่อยกว่าปั่นจักรยานนะ ถ้าเทียบว่าปั่นมา 5 กิโลเท่ากัน
เหงื่อยังไม่แฉะเท่านี้

อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำงาน
ก็ไม่ถึงกับเฟรชมากเท่ากับปั่นจักรยานนะ
(แต่ง่วงเหมือนกัน อิอิ) แอบหลับไปแป๊บ

คิดว่าต่อๆ ไป คงดีขึ้น คือการวิ่งนะครับ
หัวเข่านั่นช่างมันเถอะ ถ้าไม่ไหวก็เดินเร็ว เดินช้า เอาได้
ไม่มีหยุดเลิกกลางคันหรอก

เพราะมันสนุกว่ะ

พ.ค. 58

มาวิ่ง สลับเดินกัน

28.5.58

I RUN : เมื่อฉันวิ่ง 2015






ใจไม่เคยคิดอยากจะวิ่งเลยนะครับ
คือ วิ่งได้นะ เป็นปกติอยู่แล้วเวลา รีบ (ไล่จับลูก)
หรือ วิ่งไปไหนๆ อะไรงี้

แต่วิ่งแบบ จริงจัง ดูลักษณะเท้า เพื่อเลือกรองเท้า
ดูประเภทการวิ่ง ลักษณะการวิ่ง แบบนี้เนี่ย
ก็เพิ่งคิดเมื่ออาทิตย์ก่อน...


.... . .. .. กู อยาก วิ่ง ... . .. ... . .


จบ

















ล้อเล่นน่ะ
จริงๆ ก็คือ อยู่ดีๆ มันก็อยากวิ่งขึ้นมา
แบบไม่มีเหตุผลครับ หลายครั้งคนเรามักหาเหตุผล
เข้ามาซัพพอร์ทการกระทำนะ

แต่ครั้งนี้ไม่มี...ไม่สิ มีแหละ
ก็ ไม่มีเหตุผลนั่นไง ที่เป็นเหตุผล
555+ วะ เข้าท่า

ครับ ต่อไปนี้
ยังไงต่อดีวะ
วิ่งแม่งเลยละกันสัส
ไหนๆ รองเท้ามันก็มารอแล้ว 55

พ.ค. 58

วิ่งสิวะ
ปล. ปั่นจักรยานก็เหมือนกันนะ ก็ไม่เคยจริงจัง ไม่คิดจะปั่นบ้าๆ บอๆ แบบนี้
พอได้ปั่น เริ่มสนุกละเป็นไงล่ะ ออฟชั่นพรึ่บ กูไปรบได้เลย ทีนี้เรื่องวิ่งมีของอะไรให้กูเล่นมั่งวะเนี่ย

20.5.58

ขนมหวานบ้านคุณหญิง





แทบไม่ได้พูดถึง ขนมหวานที่บ้านเราทำเลยแฮะ 55
ลืมไปซะสนิท ว่าเริ่มจากการที่คุณแม่เลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน แล้วใช้เวลาทั้งวันร่วมไปกับการนั่งอ่านเพจ
หรือกลุ่ม การทำขนม จดสูตร ลามไปถึงการทดลองทำ

เริ่มจากทำครองแครงกินเองก่อน ซึ่งก็เป็นโชคอันดีที่เราเจอสูตรขนมอร่อยจากในเพจ
ซึ่งมีผู้กรุณามอบสูตรไว้ให้เป็นสาธารณะ (กราบบ) ต่อมาเราตระหนักว่า การทำครองแครงนั้น
มันใช้เวลานานมากกกก ก กก กกกกกกก

ก็เลยมองหาขนม (ไทย) ประเภทใหม่ในการทดลอง
ได้มาเป็น ขนมชั้น ขนมฟักทอง ขนมกล้วย และขนมแครอท (อันนี้คิดลองทำกันเอง)
บวกกับการลองทำเบเกอรี่เบื้องต้นอย่าง เค้กหน้านิ่ม ทั้งรสส้มและชอคโกแลต

นี่ยังไม่รวมวุ้นไข่ ซึ่งขนมประเภทนี้ใช้เวลาสั้นกว่าครองแครงมากมายครับ
แต่ก็ยังเหมือนเดิมคือ สูตรที่ได้มาอร่อยมากกกกกกกกกก (กราบบบบ อีกที)
บางอย่างเราก็ปรับ เปลี่ยน ปรุง ใหม่จากสูตรที่ได้มานะครับ เพื่อให้มัน หวานมาก หวานน้อย เข้มข้นมาก หรือน้อยลง ตามความชอบของเรา

ทำไปเรื่อยจนมีออเดอร์มาทีละอย่างสองอย่าง
ล่าสุดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากเราโพสต์ผลงานการทำขนมอย่างต่อเนื่อง
ก็มีลูกค้าสั่งขนม 1200 กว่าชิ้น

ดีใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แน่นอนว่าได้ตังค์เยอะครับ ดีใจแหง๋ๆ อยู่แล้วแหละ
แต่อีกใจนึงก็คือ เราได้ทำขนมดีๆ ให้คนอื่นได้กิน แล้วเขาชอบ
ฟีดแบ็คกลับมาดี ชื่นชม และนิยมเรา

นี่คือที่ดีใจมากกว่าการได้เงินครับ (หน้าบานนั่นแหละ)

ต่อๆ ไปเราเองก็ยังไม่รู้ว่า จะมีคนออเดอร์ #ขนมของหวานบ้านคุณหญิง อย่างต่อเนื่องแค่ไหน
จะมาก หรือ น้อย เราก็ไม่ได้หวังอะไรมากครับ แค่มีคนกิน แล้วยิ้ม ชม นิยมเรา
รักขนมหวานเหมือนบ้านเรา

แค่นี้ก็ดีใจตายแล้ว

วี๊ดดดดดดด

พ.ค.58 #ขนมหวานบ้านคุณหญิง

17.4.58

แด่ความขี้เกียจ






เมื่อคืน เราคุยกับหญิงเรื่อง เว็บๆ นึงที่ก๊อบรูปพอดี ไปแปะบนหน้าขายสระว่ายน้ำเป่าลมของตัวเอง
โดยที่ทางเรา ไม่ได้รับการติดต่อ ขออนุญาตเพื่อนำภาพไปลงในนั้น

คุยกันซักพักก่อนนอน ว่า ทำไมคนเราบางคน ถึงได้ขี้เกียจ ... ขอ ติดต่อ ... หรือ หาช่องทางเพื่อที่จะขอบคุณ (ไม่ต้องขอบคุณก็ได้เอ้า) เอาแค่บอกกล่าวว่า พี่ครับ ผมชอบรูปนี้ของพี่ บลาๆๆ
ขอนำไปใช้แล้วลง Credit ให้ได้ไหมครับ?

ผมว่าเพียงเท่านี้ ทั้งผมและแฟนก็น่าจะยินยอมให้เขาไปนะ
แต่นี่กลับกลายเป็น หยิบรูปไปดื้อๆ ซะงั้น ก็เลยต้องมีการ Line คุยกับทางร้านโดยตรงในตอนเช้า
วันนี้ หลังจากปั่นจักรยานมาถึงที่ทำงาน 8 โมงเด๊ะ

มาแบบกระท่อนกระแท่นมาก 55 ดันหยุดสงกรานต์ซะหลายวัน ระหว่างนั้นฟ้าฝนก็ไม่อำนวยกับการปั่น
ก็เลยหยุดปั่น นอนขี้เกียจอยู่กับบ้านมันซะเลย

พอคุยเรื่องรูปภาพบนเว็บนั้นเสร็จ เขาก็ชี้แจง ขอโทษ และลบรูปทิ้งไปทั้งหมด
ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมไม่ได้ต้องการให้เขาทำแบบนั้นนะ มันเหมือนไม่เข้าใจ มารยาท ของสังคม
แต่มันกลายเป็น โยนทิ้ง ทำผิดแล้วลบ คือ หายกันนะ...

วิกฤตชิบหายครับ กับความคิดแบบนี้
แล้วต่อๆ ไป ถ้าคุณเกิดไปเจอรูปที่ถูกใจอีก หยิบมันมาใช้งานโดยไม่ได้ขออีกล่ะ
...เจ้าของไม่มาเจอก็ถือว่าโชคดีไป หรือยังไง ... หรือถ้าเขาเอาเรื่องมากกว่าผม
คือฟ้องแหลก ... จะทำยังไงวะ


มันน่าจะเป็นการฝึก การให้เกียรติ กับแหล่งที่มา ... รึเปล่าวะ
หรือ ขอ ให้เป็นนิสัย ... ได้หรือไม่ได้ นั่นอีกเรื่อง ... ใช่มั้ยวะ
คือนี่เหมือนเดินเข้าบ้านใครก็ไม่รู้ เจอน้ำวางไว้แก้วนึง ยกกินฟั๊บบบบ
เจ้าของมาเจอถามว่า ขอหรือยัง ...
แม่งเขวี้ยงแก้วทิ้งแล้ววิ่งหนี บอก หายกันนะ


.... เอ้า พี่ครับ ผมก็ยังไม่ได้ว่าอะไร แค่บอกว่า น่าจะขอเราก่อนนะ
บางทีผมอาจจะมีเป๊บซี่ โซดา น้ำปั่นอร่อยๆ มากกว่าน้ำเปล่าที่พี่เพิ่งแดกไปมะกี้ แล้วโยนทิ้ง
ก็ได้

สรุปก็เป็นอันว่าจบเห่ครับ เขาลบรูปทิ้งไปละ
การสนทนาของผมกับร้าน ทาง Line ก็จบตรงนั้นล่ะ
การซื้อขาย (ของหลายอย่างในเว็บนั้น) ก็จบด้วย
มีของที่ผมอยากได้ (เหมือนกัน) ในนั้นเยอะนะ

แต่ช่างเถอะ เขาคงเข้าใจเราเท่านี้
ไปหาซื้อเจ้าใหม่ก็ได้วะ

เมษา 58

ไม่ได้พูดเรื่องปั่นจักรยานเลย เวร ช่างเถอะ เลยมาแล้ว ขี้เกียจ 555

16.4.58

สงกรานต์ 2558

















สงกรานต์ปีนี้ สนุกมากขึ้นกว่าปีก่อน เพราะลูกเดินและวิ่งได้อย่างคล่องแคล่วครับ พาพอดีไปบ้านยายที่กำแพงแสน วันที่ 11 เมษา บรรยากาศของบ้านที่กำแพงแสนนั้นมีความนุ่มนวลมาก จากบ้านริมคลอง เลี้ยงปลาในกระชัง เลี้ยงวัวนมในคอก ปลูกผัก ปลูกหญ้า (ให้วัว) น่าอยู่มากกว่ากรุงเทพนักครับ

เรียกว่าใครได้อยู่ใกล้บรรยากาศแบบที่ไม่ได้สร้างขึ้นเองโดยมนุษย์แบบนี้ คงลืมเมืองและหลงไหลในความหอมของบ้านนอกอย่างที่นี่แน่นอน

อย่างน้อยก็ผมหนึ่งคนนะ ที่ชอบอะไรแบบที่ว่านี้

เราพาพอดีกลับจากกำแพงแสน แล้วก็ไปรดน้ำดำหัวปู่ ย่า ที่แปดริ้วต่ออีกในวันที่ 13 เมษา ฝั่งนี้ก็ยังคงเป็นบ้านนอกเหมือนเช่นกำแพงแสนครับ ท้องนา และคลอง ลมเย็นๆ หัวตะพาน เสียงหัวเราะอื้ออึงดังไปสองฝั่งคลอง ญาติมิตร รวมตัวกันอย่างหนาแน่น เป็นประเพณีปฎิบัติสืบต่อกันมาของบ้านเรา และอาจจะรวมไปถึงหลายบ้าน

อย่างน้อยก็ปีนี้ ผ่านไปอีกปี ที่เรายังอยู่กันพร้อมหน้า ถึงแม้บางคนจะจากเราไปนานแบบไม่มีวันกลับ

สงกรานต์ปีนี้ ได้เห็นลูกวิ่งเล่นตามท้องนา ดูวัว มองปลาเป็นๆ หลีกหนีจากสิ่งที่เป็นดิจิตอล ซักพัก ถือว่าเป็นสงกรานต์ที่ค่อนข้างจะ สมบูรณ์ สำหรับเรา และลูก

อย่างน้อยก็ช่วงนึงของปี ก็ยังดี และถือว่า ดีพอแล้วสำหรับชีวิต
แล้วสงกรานต์ที่บ้านของคุณ เป็นยังไงกันมั่งครับ

สงกรานต์ 58

8.4.58

จักรยานพอดีสีแดง



กลับมาอัพบล็อคมั่ง (สิ) หลังจากหลุดไปเล่นโลกอภิมหาโซเชียลเยอะแยะ ig, fb, google+ ล่าสุดเป็น pinterest เป็นเวลาพักใหญ่ นี่ไม่นับรวมห้องซื้อขายใน ThaimMTB ที่สิงอยู่ทั้งวี่วันนะ

เลยทำให้บล็อคเราช่วงนี้ เงียบเหี้ย ....

ขี้เกียจด้วยแหละ เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับลูก ลูก ลูก แล้วก็ลูกกก
นี่ไม่นับรวมจักรยาน ... พอแล้ว!!!

หลายอาทิตย์ก่อน จริงๆ มาเป็นเดือนละที่นั่งดู อ่าน ถาม เพื่อนเกี่ยวกับ จักรยานทรงตัวเด็ก ว่ามันมีที่มา ที่ไป แหล่งซื้อขาย อะไรยังไง (ที่ซื้อของตัวเองแม่งไม่เคยดูขนาดนี้)

ก็ได้ใจความมาครับว่า จักรยานทรงตัวเด็กมีหลายยี่ห้อมาก แต่มีแค่
- เหล็ก
- อลู
- ไม้ (บางเจ้านะ)

น้ำหนักของมัน เบาสุดก็อลูครับ
จริงๆ ไม้อาจจะเบากว่า แต่ช่างเถอะ มันนิยมกันแค่ 2 ประเภทนี้
เหล็กหนักกว่า แต่ก็ไม่มากเท่าใดครับ เด็กสามารถยกได้สบาย ตามรูปพอดีข้างล่างนี้ 55555555


ครับ ราคาก็จะอยู่ราวๆ 1000 ปลายๆ ลามไปจนถึง 5000 โน่นแหละ เกินกว่านั้นก็ไม่ได้สนใจแล้ว ไม่มีเงิน หลักการของจักรยานก็ง่ายมากคือ ทรงตัวให้ได้ แล้วไถไปสิ ....

เท่านั้นครับจบ ... ก็เลยซื้ออี TWINKLE มา 1 คัน เฟรมเหล็ก ราคา 2000 กว่าบาท หนักนิดหน่อยเผื่อให้พอดีออกแรงยกบ้าง จะเล่นของเบายกสบาย เดี๋ยวจะไม่ได้เหงื่อกันนะลูก สิ่งนึงที่สำคัญไม่แพ้จักรยานแบบนี้ก็คือ หมวกกันน๊อคครับ ก็เหมือนหมวกที่ผู้ใหญ่ใส่นั่นแหละ เอาไว้ป้องกันเวลาล้มหัวกระแทกพื้น ถึงเขาจะไปได้ไม่เร็วในตอนนี้ก็ตาม นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แต่การฝึกให้เขามีวินัยในความปลอดภัยตะหาก ควรที่ต้นทางแบบนี้ และน่าจะส่งผลดีในอนาคตครับ
ส่วนเขาจะเล่นต่อ ไม่เล่น หรือยังไง อันนี้แล้วแต่ใจเค้าเองเลยครับ พ่อและแม่คอยรับฟังอยู่เสมอ

ไถโลด ไอ้ทิด

เมษา 58
พอดี มีทวิงเกิ้ล

3.3.58

โลกใบใหม่กับจักรยานของเรา







ซื้อจักรยานมาตั้งกะคันแรกๆ (ที่เริ่มปั่นจริงจัง) ก็คิดไว้ในหัวเสมอว่า ซักวันจะพาอีลูกนั่งจักรยานไปเที่ยวด้วย ไม่ใกล้ก็ไกล แค่ไหนนี่ก็คงแล้วแต่สถานการณ์

คิดอยู่นานว่า จะซื้อจักรยานเพิ่มอีกคันดี หรือจะเอาคันที่มันเจ๊งอยู่ ไปซ่อมให้มันกลับมาใช้ได้ คิดไปร่วมเดือน มือถือนี่เตรียมกดเบอร์โทร กดบทสนทนาในไลน์ เพื่อติดต่อกับร้านขายจักรยานละนะ เกือบไปหลายเที่ยวละ

แต่พอมานั่งนิ่งๆ คิดดีๆ จริงจัง (คือแบบช้าๆ อะไรงี้) ก็ตัดสินใจได้หลังจากสั่งเก้าอี้นั่งเด็กมาก่อนหน้านั้น ว่า เราควรจะเอารถที่ดีที่สุด เพื่อให้ลูกได้นั่ง สิวะ...

ก็อีรถคันใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนเฟรมมานี่ล่ะครับ ดีที่สุด เรามีเฟรมที่ดีที่สุดในเรื่องของการบรรทุก มีระบบเบรคที่ยอดเยี่ยมในภาคของเบรคแบบที่หนีบเข้าหากันด้วยแรงมือ และอื่นๆ ที่อยู่ในจักรยาน ของเล่นชิ้นล่าสุดของเรา

แต่มันดันติดอยู่อย่างคือ ... เสียดายรถว่ะ แม่งคือความงกของตัวเองชัดๆ
(นี่เมียด่าหลังจากเราสารภาพไปหมดเปลือก)
คือ กลัวเฟรมเป็นรอย กลัวว่าทรงรถมันสูงไป ฯลฯ
เวลาบรรทุกลูกแล้วเกิดล้มขึ้นมา เราจะถึงพื้นทันที่จะยันรถไว้ไหม
บลาๆๆๆๆ  ฯลฯ

โดยลืมนึกข้อที่ว่า จักรยานทุกยี่ห้อ ถ้าแม่งจะล้มก็คือล้มนั่นล่ะครับ จะไปเอาอะไรกับมันเล๊า
ประเด็นอยู่ตรงที่ เราอุตส่าห์ประกอบรถคันนึงมา เพื่อจุดประสงค์ในการบรรทุกของ
ทำไมไม่เอามันมาบรรทุกลูกไปด้วยเลยวะ เอ้อ...

คิดได้เช่นนั้น (สลับกับเหยียบเรื่องงกๆ ของเราจมตีนไป) ก็ซื้อและเอาเก้าอี้มาติดตั้งบนจักรยานครับ เป็นแบบนั่งซ้อนข้างหน้าคนปั่น คือกะว่าเดี๋ยวโตอีกหน่อยค่อยหาแบบนั่งข้างหลังคนปั่นมาใช้ละกัน ตอนนี้ยังเล็ก ให้พอดีนั่งหน้าโต้ลมไปก่อน เราได้เห็นลูกด้วยว่าเขาทำอะไรตอนเราปั่นจักรยาน

 ... แมตช์แรกในการออกปั่นก็คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย จะยังไงวะ ลูกจะนิ่งมั้ย มันจะร้องมั้ย บลาๆๆๆๆ

ถึงวันแสดงจริง ใส่หมวกกันน๊อคให้ โดยที่แปลกอย่างก็คือ ปกติอีลูกเป็นเด็กที่ไม่ชอบมีอะไรใส่บนหัวมาตลอด แต่พอใส่หมวกกันน๊อคแล้วบอกว่าจะพาไปนั่งจักรยาน มันยอมใส่ว่ะเห้ย 5555555 คือชอบมาก ไม่บ่น เอ้ออ ดีเว้ยลูกกู 555

แถมนั่งแบบสงบเสงี่ยม พร้อมกวาดสายตาไปข้างหน้า ซ้าย ไปขวา แบบช้าๆ ด้วยความพิศวงในมุมพาโนราม่า ณ เก้าอี้ VIP แบบติดขอบเวทีหลังแฮนด์ ดูน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอันมาก ประเมินได้จากการที่เราไม่ได้ยินเสียงร้องแบบกลัวของพอดีเลยซักแอะ ตรงกันข้ามคือมีแต่เสียงสนทนาระหว่างเราสองคน คิกขุ มุมิ๊ ไปตลอดทางของการปั่น

แต่กลายเป็น พอถึงที่หมาย (ร้านกาแฟ) หรือจอดพัก ... อีลูกแม่งไม่ยอมลง ร้อง ดิ้นกะแด่วๆ ให้ไปต่อซะงั้น 555 ทำให้อะไรที่เราเคยคิดไว้ในหัวก่อนที่จะเอาลูกซ้อนไปด้วย แม่งละลายหายไปหมดเรียบร้อย คราวนี้ ที่เหลือก็เพียงแค่ คอยหาวันและเวลาว่างตอนเช้า อากาศดีๆ

พาลูกไปปั่นในหมู่บ้านด้านหลัง วนเล่นซัก 2 รอบ แล้วออกไปปากซอยนั่งกินกาแฟ ข้าวเช้ากัน
แค่นั้น โลกของเด็กคนนึงบนที่นั่งจักรยานนี่แม่งก็โคตรจะยิ่งใหญ่แล้วล่ะครับ
ถือเป็นโลกใบใหม่ที่เด็กขวบกว่าเพิ่งได้สัมผัสอย่างจริงจัง

ต่างจากผู้ใหญ่เราที่เจอแต่โลกใบใหญ่ซะชิน จนลืมโลกใบเล็กใกล้ตัวไปซะฉิบ
มัวแต่คิดนู่นคิดนี่อยู่ได้ (รวมทั้งที่มัวแต่งกแล้วก็งี่เง่ามานาน นั่นล่ะ)

สำคัญที่สุดก็ควรต้องระวังตัวทุกครั้งในการออกปั่นพร้อมกับลูก
ปั่นให้ดีที่สุด ด้วยรถของเรา ที่เลือกใช้ของที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้

นี่ก็คิดไว้ว่า ถ้ามีเงิน ก็จะซื้อรถเต่า กลับมาให้ลูกเมียนั่ง เปิดกระจก โต้ลมเพลินๆ เหมือนกันนะ
ตอนนี้ฝันไว้ก่อน ซึ่ง เป็นฝันที่สนุกมากถ้าเทียบกับเมื่อตอนยังไม่มีลูก

แค่คิด  เพราะตอนนี้จักรยานกับลูกนี่ก็สนุกจะแย่ละ
เมียแอบบ่นว่า ไม่ยอมซ่อมของเก่า เค้าจะได้ไปด้วย 555
งั้นรอแพ๊พพพนะ

ม.ค. 58

สิ้นปี 2568

 ส่งท้ายปี 2568 ด้วยการ เมาพับที่ร้าน SlidingDoor น้าเน๊ก อีกวัน (31) พาหญิงไปซิ่งในเมือง กินมิตรโกหย่วนกันตอน 3 ทุ่ม   อากาศดี ผู้คนดี ชีวิ...