11.8.53

รั่ว


ในช่วงวันที่ 10-11 ส.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ในช่วงวันที่ 12-16 ส.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

http://www.tmd.go.th/7-day_forecast.php


ฝนตกหนักบางแห่งนี่ อาจจะเป็นเฉพาะที่ร้านเราก็ได้ เห็นตกไม่ลืมหูลืมตา มา 3 คืนติดๆ กัน ร้านกูจะลอยตามน้ำไปติดปั๊มแก๊สฝั่งตรงข้ามอยู่แล้ว ถ้าตกหนักแบบนี้อีก จะเปลี่ยนร้านขายเหล้าปั่น เป็นแพขนานยนต์แม่งซะเลย ท่าจะดี - -'
ได้หยุดยาว 4 วัน ไม่ต้องคิดไปเที่ยวไหน...อยู่บ้านรองน้ำฝนเพลินล่ะกู

สิงหาคม 2553

ปล. หมีเหลืองซื้อมาจากร้านขายของจุกจิกจากญี่ปุ่น แถวลาดปลาเค้า

9.8.53

เหงา ก็เข้าใจอยู่



เมื่อวานเย็นขับไอ้ส้มไป คาร์ฟูร์ คลองสี่ เพื่อซื้อว๊อดก้ามาใช้ที่ร้าน ฝนน่ะตกล่วงหน้ามาตั้งแต่เมื่อสองวันที่แล้ว ทำให้วันนี้หลงเหลือแค่เพียงกลิ่นของดินที่ถูกพรมด้วยน้ำฝน ซื้อของเสร็จก็เดินออกจากห้างเพื่อเตรียมตัวกลับ ขยับหางตามองไปทางจังก์ฟู๊ดของพี่เบิ้ม ท้องฟ้าวันนี้เหงาชิบหาย

จริงๆ คิดไปเองแหละ มันก็ท้องฟ้าของเย็นวันนึง
เพียงแต่กูอยากขี่รถก็เท่านั้น (ดราม่าชิบหาย)
แม่งเหงา แต่ก็เข้าใจอยู่ว่าตอนนี้อะไรที่มันสำคัญกว่าตัวเราเอง..

ดึงสมาธิกลับมา
แล้วก็เลิกคิดถึงเรื่องท้องฟ้าสวยๆ นั่น

จับพวงมาลัยแล้วก็ตะโกนอยู่ในรถ
"กูอยากขี่มอไซค์โว้ยยยยยย ย ย ย ย ย ย "
(แม่งดราม่าล้วนๆ .. อิอิ)

สิงหาคม 2553
ไม่มีวันไหน ไร้ HD

5.8.53

จังหวะชีวิต



เมื่อวานเย็นหลังเลิกงาน ขับรถฝ่าฝนตกและรถติดเข้าไปรับหญิงที่ทำงานแถวนวมินทร์ ถนนเส้นสุขาภิบาล 1 กลายเป็นสวนสยามย่อยๆ ทั้งมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ วิ่งกันบนน้ำเหมือนเรือเล่นในคลอง เราออกจากออฟฟิศก็มุ่งหน้าไปหาข้าวกิน ลงเอยที่ร้านหมูกระทะที่ซอย 87 ที่เขียนป้ายล่อตะเข้ไว้ว่า 159 เท่านั้น

ไม่รีรอ จอดรถแล้วก็นั่งโต๊ะ สั่งๆๆๆๆ กินๆๆๆๆ ฝนตกๆๆๆๆ หนาวๆๆๆๆ

ซักพักพอท้องได้รับอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เราก็หยุดการทำลายล้างลง แล้วก้มมองหมาตัวนึงที่เดินหน้าเศร้าๆ เข้ามาในร้าน แววตาโรยแลดูอ่อนแรง ซี่โครงแห้งบานเหมือนเนินลูกระนาดตามซอย มันนั่งจ้องผมซักครู่ ได้เนื้อไป 2-3 ชิ้น (แดกเนื้อสันในเชียวนะมึง) แล้วก็ล้มตัวลงนอน

ขาสี่ข้างไขว้กันเหมือนสานตระกร้าหวาย อึดใจมันก็เผลอหลับ ไม่ขยับร่างกาย นิ่งและสั่นเครือในบางจังหวะ เรานั่งเพ่งดูมันนอนพร้อมทั้งนับซี่โครงที่โชว์หราอยู่ข้างลำตัว ขามันครบนะ ไม่เหมือนไอ้เล่ที่ขาเป๋มาตั้งแต่เกิด สิ่งนึงที่มันทั้งคู่เหมือนกันนั่นคือ เห่าเป็นอย่างเดียว แต่สิ่งนึงที่ต่างกันกับไอ้เล่ คือจังหวะและโอกาส ที่ไอ้นี่ไม่มี

จังหวะดีหรือไม่ดี ที่มันดันเกิดมาเป็นลูกหมาเมื่อหลายปีก่อน เจ้าของเป็นใครก็ไม่รู้ หรืออาจจะอยู่ข้างถนนมานานจนจำหน้าตาพ่อหรือแม่ไม่ได้ ไม่มีแม้กระทั่งมือที่คอยสัมผัสหัวเวลาที่มันเหงา ไม่เหมือนไอ้เล่ โอกาสที่ดีที่สุดของไอ้เล่คือได้เกิดมาในบ้านคน ได้รับการดูแลจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของ เพียงแต่ไอ้เล่มันจังหวะไม่ดี ที่เกิดมาเป็นหมาแล้วขาเสือกเป๋...

ถ้ามันทั้งคู่เลือกได้ คงอยากเลือกที่จะเกิดมาในบ้านที่มีทั้งเจ้าของและขาไม่เป๋
ไม่ต้องมาอยู่เพียงลำพัง ทั้งๆ ที่ขาครบและดีแบบนี้
แต่ในเมื่อเลือกไม่ได้ ก็ต้องใช้ชีวิตกันต่อไป เพราะอีกไม่นานมันก็คงตื่น
แล้วก็เดินตามจังหวะชีวิตต่อไป

สิงหาคม 2553

3.8.53

พยายามเดิน...ทำให้ชีวิตอยู่ได้



เปเล่ เป็นชื่อที่ผมตั้งให้ลูกหมาพันธุ์ทาง(ไหนวะ) ระหว่างนังน้ำตาล ซึ่งเป็นแม่หมาพันธุ์บางแก้วผสมไทย กับพ่อพันธุ์ไทย (ตัวไหนวะ) ในละแวกซอยรามอินทรา 65 แยก 4 ของบ้านหญิงครับ มันลืมตาขึ้นมาดูโลกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 พร้อมๆ กับพี่น้องของมันอีก 6 ตัว เปเล่เป็นตัวผู้ครับ และจากการเดา มันก็น่าจะเป็นตัวสุดท้องที่มุดออกจากท้องแม่ตามหลังพี่ๆ ของมันทั้ง 6 ตัว ที่เดาแบบนั้นก็เพราะว่า

ในบรรดาลูกทั้ง 7 ตัวของน้ำตาลแฟมิลี่ ก็มีไอ้เปเล่นี่ล่ะครับที่ตัวเล็กกว่าชาวบ้านเขา เพราะตอนเด็กๆ คลานไปกินนมไม่ทันพี่ๆ โตขึ้นมาอีกหน่อยก็ดันทะลึ่งเดินไปกินนมช้ากว่าชาวบ้านเขา กว่าจะไปถึงก็แทบหมดเต้าแล้ว ทำให้เปเล่โตขึ้นมากับไซส์ที่ มินิ กว่าชาวบ้านเขา

มันเริ่มลืมตาเมื่อประมาณกลางเดือนที่ผ่านมา แล้วก็เริ่มวิ่งเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาเช่นกัน สิ่งพิเศษที่ทำให้เปเล่ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือขาขวาหน้าของเปเล่ ในส่วนข้อพับช่วงปลายเท้า มันหักงอเข้าหาลำตัว (แต่เสือกงออยู่แบบนั้น) โดยที่มันไม่เหยียดตรงเหมือนตัวอื่น ทำให้เปเล่ต้องยืนโดยการใช้ 3 ขาหลังช่วยพยุง แทนที่จะเป็น 4 ขาเหมือนอย่างที่ควรจะเป็น

แรกเกิดเลย พวกมันก็นอนกันอย่างเดียวล่ะครับ (รวมทั้งเปเล่) วันๆ ไม่ได้ทำอะไรนอกจากหลับ ตื่นมาแล้วก็แหกปากร้องหานมแม่ แต่พอมันเริ่มลืมตาและเดินได้ เปเล่ก็มีสิ่งพิเศษแตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด คือเอาหน้าอกเดินแทนขาหน้าข้างที่งอ

เริ่มเดือนที่สองของชีวิตเปเล่ มันเริ่มหันมาใช้ประโยชน์จากขา ด้วยการยกเลิกการใช้หน้าอก และเปลี่ยนมาใช้ขาที่พับยันพื้นแทน แรกๆ ก็ดูตะกุกตะกักพอสมควรล่ะครับ กับการใช้อวัยวะที่มันไม่ค่อยสมประกอบของร่างกายเพื่อการพยุงตัวเดิน แต่พอผ่านไปซักพัก เปเล่มันก็เริ่มชินและเดิน สลับกับการกระดื๊บๆ ไปอย่างคล่องแคล่ว บ่อยครั้งที่เห็นมันเริ่มที่จะวิ่ง ด้วยขาทั้งหมดของมัน

และบ่อยครั้งที่ผมเห็นมันเริ่มที่จะกระโดดด้วยขาทั้งหมดของมันเช่นกัน น่าแปลกที่เกิดมาแล้วขามันป็นแบบนั้น แต่ผมไม่เห็นเปเล่สนใจในชีวิตที่มันเลือกเกิดไม่ได้เลยซักนิด มันก็ยังคงใช้ขาทั้งหมดของมัน (รวมทั้งขาพับๆ ข้างนั้น) ในการดำเนินชีวิตแบบหมาๆ ตามปรกติ

ผมว่าชีวิตมันเลือกเกิดไม่ได้ ไอ้เปเล่เองมันก็คงไม่รู้หรอกว่า หลังจากที่มันเกิด ขาของมันจะพับแบบที่ไม่มีวันยืดออกเหมือนคนอื่น แล้วทำให้ชีวิตของมันลำบากตลอดไปนับตั้งแต่มันเริ่มหายใจ มันรู้แต่เพียงต้องเดิน ชีวิตมันถึงจะอยู่ได้ ก็เท่านั้น

สิ่งที่ได้เห็น อาจเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต
ของคนที่จะต้องเดินด้วยขา(ที่ครบ)หรือไม่ครบ
ในแบบฉบับที่เหมือนกับไอ้เปเล่ด้วยเช่นกัน

ขามีหรือไม่มี ดีหรือไม่ดี ไม่ใช่สิ่งสำคัญมากไปกว่า
การพยายามที่จะเดิน เพื่อให้ชีวิตมันอยู่ได้
ใช่ไหมครับ

สิงหาคม 2553

ปล. เมื่อวานเห็นเปเล่โดนรุมงับที่หัว ร้องจ๊าก!! ผมก็วิ่งเข้าไปแยกพี่ๆ ทั้งสองตัวของมันออกห่างจากเปเล่ แต่สองนาทีให้หลัง เสียงจ๊ากก็ดังขึ้นอีกครั้ง เราก็นึกในใจว่า มึงจะแกล้งไอ้เปเล่ทำไมนักวะ...หันกลับไปดู กลายเป็นไอ้เปเล่แม่งงับหางพี่ของมันอยู่ แถมขู่อีกด้วย.. ฮ่วย - -''

29.7.53

เก็บไว้ในความทรงจำ



2 ปีกว่าที่ผ่านมา
ได้สัมผัสกับสิ่งที่ได้ชื่อว่า
เป็นตำนานของรถมอเตอร์ไซค์
ตามลำดับ

วันนี้ไม่ว่างขี่
วันหน้าพี่ว่างเมื่อไหร่
จะไปหา

กรกฎาคม 2553
ไม่มีวันไหน ไร้ซึ่งHD

หลอดไฟน้อยในเมืองใหญ่ ทำให้คิดถึงใครบางคน



คืนวันเสาร์ ผมนั่งเล่นอยู่ในร้านเหล้าปั่น หันมองไปที่หัวเข่าตัวเอง
เห็นแมลงตัวน้อยเกาะนิ่งอยู่ พร้อมกับโชว์พลังแสงสีเหลืองอ่อน 0.005 วัตต์
อยู่ข้างหน้า

นั่งดูไม่นาน ก็พามันไปส่งที่ต้นจันทร์ผาหน้าร้าน
แมลงตัวน้อยก็ไต่ขึ้นไปเกาะ...แล้วก็บินต่อไป...

ที่นี่เมืองใหญ่ แมลงตัวน้อยมาจากไหนไม่มีใครรู้
..แต่ผมดีใจที่ได้เห็น..
นึกถึงสมัยเด็กตอนที่ยายส่งหลอดยานัตถุมาให้

แล้วเอาไว้ใส่ทิ้งถ่วง..
ภาพมันผุดขึ้นมาอย่างเลือนๆ แต่ไม่นานแล้วก็จางหายไป
ขอบคุณที่ผ่านมาแล้วแวะทักทายกัน
มันทำให้ฉันได้คิดถึงใครบางคน..

กรกฎาคม 2553

ปล. ทิ้งถ่วง หรือ หิ่งห้อย http://th.wikipedia.org/wiki/หิ่งห้อย

22.7.53

ค่อนข้างเย็น



เช้าวันจันทร์ขี่แมงกะไซค์รีบหนีฝนออกมาจากที่หอประมาณ 7 โมงเช้า เห็นเมฆดำๆ ลอยอยู่ลิบๆ แต่เดี๋ยวซักพักมันก็คงมาถึงเรา จอดรถเสร็จก็ขึ้นไปนั่งบนรถบัสเพื่อรอเวลาเดินทาง..อากาศวันจันทร์และ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน ที่โปรยมาตลอดแทบทั้งอาทิตย์ เนื่องจากสาเหตของอากาศที่ปรวนแปร ล่าสุดมีการแจ้งข่าวผ่านทาง http://www.tripandtrek.com/tntboard/index.php?topic=528.0 ให้ระวังเรื่องพายุที่จะเข้าไทยภายในเดือนหรือสองเดือนมานี้ด้วยครับ

อากาศชื้นมาสองอาทิตย์กว่า จมูกผมก็ฟื่ดๆ ตามไปด้วย ขึ้นมานั่งในรถบัส แอร์ก็ไม่ได้เย็นซักเท่าไหร่ แต่เนื่องจากด้านนอกนั้นมันชื้นเหลือเกิน กระจกรถด้านข้างมันก็เลยเป็นตู้ไอติมแบบนี้ ยังดีที่ใส่เสื้อขี่แมงกะไซมาด้วย ช่วยได้เยอะ นี่กูมาทำงานเพื่ออะไรเนี่ย อากาศดีแบบนี้ น่าเปิดหนังดูอยู่บ้านซะนี่ นอนบนเตียงนุ่มๆ หมอนข้างใหญ่ๆ คงเพลินดี

..ซักพักก็หลับ
..ตื่นมาอีกทีก็มหาลัย
..ใช้ชีวิตเหมือนปรกติ


กค. 53
อยากขี่รถชิบหาย

20.7.53

ไม่มี ดีกว่า ไม่ดู




เมื่อวานไปรับตัว Nissan March รุ่น 1.2 E(A/T) มาจากศูนย์สยามนิสสัน สะพานใหม่ (ไม่ถึงหรอก จริงๆ อยู่ตรงโรงพยาบาลเซ็นทรัล เยอเนอรัล) มาเมื่อตอน 6 โมงเย็น ขับกลับมาบ้านแล้วก็ควักกล้องขึ้นมาเก็บภาพเหมือนเดิมที่เคยทำกับของอื่นๆ ถ่ายภายนอกและภายในโดยรวมทั้งหมด จนมาถึงเรือนไมล์ของมาร์ช

เล็งแล้วก็กดชัตเตอร์ แอบเห็นบนเรือนไมล์ของมาร์ชนั้นไม่มีเกจ์วัดระดับความร้อนของหม้อน้ำมาให้นะครับ แต่ใช้สัญลักษณ์ (ซึ่งไม่ได้อยากเห็นซักเท่าไหร่) แทนเข็มวัดเมื่อเกิดความร้อนเกินที่เซนเซอร์ของรถกำหนดไว้ ถามว่าดีไหม?...

สำหรับคนที่ใช้รถอย่างปราณีตก็น่าจะบอกว่าไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้ล่ะครับ (ก็ว่ากันไป) แต่หากต้องการที่จะเห็นมาตรวัด ก็สามารถหาอุปกรณ์ตกแต่งมาติดเพิ่มได้ครับ ตามกำลังทรัพย์และความต้องการ

แต่สำหรับผม
ดีชิบหายเลยโว้ยยยยยยย ไม่มีเข็มวัดแล้ว
วู้ววววววววววววๆๆๆๆๆ
รักมาร์ชที่สู้ดดดดดดดดดดดด

กค. 53

ปล. ผมเป็นโรคแพ้เข็มความร้อนบนหน้าปัดรถยนต์น่ะ ย้อนกลับไปอ่านบล็อคหลังๆ แล้วจะเข้าใจ
ไชโย...

14.7.53

บันทึกการเดินทาง














ถึงมหาวิทยาลัยแล้ว..
เริ่มวันทำงาน
..แปดโมง 37 นาที
สาย..
ิชิบหายกู

ก.ค. 53

ปล. วางนาฬิกาปลุกไว้ห่างตัว แม่งก็ไม่ได้ยินเสียงปลุกอีก วางใกล้ก็เอื้อมมือกดปิด ฮ่วย - -''

13.7.53

ลมพิษ



โรคลมพิษเป็นโรคที่เกิดจากภูมิแพ้ทำให้เกิดผื่นขึ้นตามผิวหนัง หากอาการเป็นมากจนถึงขั้นช็อกหมดสติ แบ่งเป็นสองชนิด
* ลมพิษชนิดปัจจุบัน Acute urticaria เกิดอาการลมพิษหลังจากได้รับสารทีแพ้ ผื่นมักจะหายใน 24 ชั่วโมง แต่บางคนผื่นอาจจะอยู่ได้ 2-3 วัน สาเหตุมักจะเกิดจากอาหาร ยา และการติดเชื้อไวรัส
* ลมพิษเรื้อรัง Chronic urticaria เป็นลมพิษที่เป็นเรื้อรังเกิน 6สัปดาห์ สาเหตุอาจจะเกิดจากได้รับสารที่แพ้อย่างต่อเนื่อง เช่น ได้รับยาปฏิชีวนะที่อยู่ในนม สารถนอมอาหาร สีสารปรุงรส

การรักษาด้วยยา
* ในรายที่เป็นรุนแรงให้ใช้ยา epinephrine
* ให้ยา H1-antihistamines
* หากให้ยาในกลุ่มแรกไม่ได้ผล ให้ยากลุ่ม H2-antihistamine,Tricyclic antidepressant
* หากไม่ได้ผลก็ให้ยา steroid
* ให้ยาแก้แพ้ เช่น chlorpheniramine 4 mgวันละ4 ครั้ง,
diphenhydramine 50 mgวันละ 4 ครั้ง, hydroxyzine 25 mgวันละ 2 ครั้ง
* ในรายที่รุนแรงให้ prednisolone 30-40 mg ต่อวัน
* ผู้ป่วยที่เป็นรุนแรง Angioedema ควรพบแพทย์ที่ใกล้ที่สุดต้องรีบให้ epinephrine 1:1000,0.3cc s.c.

ที่มา http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/urticaria.htm

มาแบบสาระเน้นๆ
ไม่มีเวลาเล่น ขอตัวไปเกาก่อน
คันชิบหาย~

ปล. ลืมอวดไปว่า ไอ้เรื่องเป็นแล้วช็อคหมดสติน่ะ พี่ก็เป็นมาแล้วน้อง จิ๊บๆ ว่ะ (ฮืออ~)

กค. 53 คันยันง่ามดาก

สิ้นปี 2568

 ส่งท้ายปี 2568 ด้วยการ เมาพับที่ร้าน SlidingDoor น้าเน๊ก อีกวัน (31) พาหญิงไปซิ่งในเมือง กินมิตรโกหย่วนกันตอน 3 ทุ่ม   อากาศดี ผู้คนดี ชีวิ...