15.9.52

ลื ม คิ ด ถึ ง หั ว ใ จ ค น ใ ก ล้ ตั ว

บางครั้งเรามองแต่คนไกลตัว และห่วงว่าเขาเหล่านั้นจะมองเราและคนใกล้ตัวเราในลักษณะไหน ดีหรือร้าย? จนลืมคิดถึงความรู้สึกของคนใกล้ตัว ว่าบางที เขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่า ความเข้าใจระหว่างเรา 2 คน โดยที่เขาเองก็ไม่ได้สนใจ คนไกลตัว มากไปกว่าเราเท่าไหร่นัก

ลืมไปว่า รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนที่ผมรัก มีค่ามากกว่าความสุขของเราเพียงใด

ปล. ช่วงนี้เมนส์ไม่มา เลยมีเรื่องให้คิดเยอะ
โดยลืมไปเหมือนกันว่า เมื่อก่อนมึงก็ไม่ได้คิดอะไรขนาดนี้ วันๆ เอาแต่บ้าๆ บอๆ ไปตามเรื่อง
ซึ่งมันก็มีความสุขดี ถ้าได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เรารัก

มิใช่เหรอวะ ?

ห ลั ง ฝ น พ ร ำ


ในขณะที่รอบๆ ตัวมีแต่ความมืด
เชื่อว่าอีกไม่นานมันก็จะสว่าง
และสดใส

ในเวลาที่ความคิดส่วนตัวยังดูอึมครึม
ความรู้สึกกลับบอกว่า ไม่นานมันก็จะสว่าง
และสดใส

ถ้าบนทางข้างหน้านั้นชัดเจนและมีพื้นที่ว่างพอ
ก็คงได้เจอสิ่งที่หายมานาน...ซักที

14.9.52

บ น ท า ง ข้ า ง ห น้ า

หนทางข้างหน้าที่ว่าง โล่ง และเงียบสงบ คงจะทำให้พบความสุขเล็กๆ ที่ค้นหามานาน หากแต่เพียงว่ามันยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน หมอกบางๆ ยังไม่จางลง ควันสีเทาบนถนนยังคงปกคลุมอยู่ ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปต่อดี หรือจะหยุดรอให้มันสะดวก และชัดเจนมากกว่านี้ 2 เดือนที่ผ่านมา เกิดความรู้สึกที่ดีๆ ขึ้นอย่างมากมาย บางครั้งมั่นใจและมั่นใจว่า นี่คงใช่อะไรๆ ที่เราหามานาน แต่ในบางจังหวะและบางอารมณ์ของคนเช่นเรา มันก็อดคิดไม่ได้อยู่ดีว่า

...จะไปต่อดี หรือหยุดรอให้มันสะดวกและชัดเจนมากกว่านี้กันแน่ ???

ครบรอบ 2 เดือน
17 กันยา 2552
bypass road, rayong

11.9.52

ก ร ะ ตุ ก ห า ง เ หี้ ย


เมื่อวานเมาแฮงค์จากงานปาร์ตี้ทาสีบ้าน (เพ้นท์เฮาส์) ก็เลยลางานแม่งซะ 1 วันครับ (ครับกะใครวะ??) นอนอยู่กะบ้านเฉยๆ เพื่อชดเชยพลังงานที่เสียไปจากคืนวันก่อน นอนหลับไปได้ซักครึ่งชั่วโมงในห้องนอนส่วนตัว เสียงโทรศัพท์ก็ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับปลายสายลั่นเข้ามาในหูว่า "อยู่บ้านเหรอ งั้นลงมาช่วยยกของข้างล่างหน่อย ช่างมาทำประตูไสลด์กั้นห้อง" เสียงแม่ตะโกน (ใช่ครับ ตะโกน) ในโทรศัพท์มาว่ายังงั้น ก็เลยกระดกตูดลุกจากเตียงแบบมึนๆ ลงมาช่วยยกของ

ช่างมาทำประตูกั้นกลางบ้านเพื่อแทนผ้าม่าน ที่ฝุ่นเริ่มเกาะ ได้ชั่วโมงกว่า ก็ได้เวลาเล่นเนท เปิดดูเว็บฮาร์เลย์ได้พักนึงแม่ก็ตะโกนข้ามหัวมาว่า "รถนะเพลาๆ บ้าง จะซื้อทำไมนัก เงินทองมีไว้ก็เก็บมัั่ง โตแล้ว" เท่านั้นก็ร่ายยาววววววววววววววววววววววววววววววววววว

นั่งสะอึกกับคำของแม่อยู่พักใหญ่ เพราะได้คิดแว่บนึงว่า 2 ปีที่ผ่านมาเราเองใช้เงินแบบระยำมาก มีไว้ใช้ก็ใช้เข้าไป ไม่ได้สนใจอะไรว่ามันจะเกิดในภายหน้า เงินเก็บที่เคยมีครึ่งแสน แล่นผ่านหน้าเหมือนรถแข่งแดร็ก เร็วหายไปในสายลม ทั้งกลม แล้วก็แบน...อะไรที่เรียกว่าชีวิต กันวะ??? เรามีคำถามในหัวสมองขึ้นมาฉับพลัน แล้วก็สะบัดตูดไปธนาคารเพื่อเก็บเงิน ณ แต่วินาทีนี้ ???!@#%@%$

ลำพังแค่เพียงแม่พูดคนเดียว ก็คงทู่ซี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะชินกับคำที่แม่ชอบแซะเราเป็นนิจอยู่แล้ว
แต่นี่ มีคนอีก 1 คน ที่พิเศษ...
มากระตุกหางเหี้ย ให้หันหลังกลับเข้าฝั่ง
ยามที่มันกำลังจะหันหน้าออกทะเล (เหี้ยที่ไหนอยู่ในทะเลวะ)

ขอบคุณนะที่เป็นห่วง
ขอบคุณนะที่พูดแบบนั้น
ขอบคุณนะที่เข้าใจและหวังดี

ปล. เขินว่ะ เหี้ยเอ้ย
ปลล. 11-09-09 ก็เป็นวันที่ดีๆ เท่ากับวันที่ 09-09-09 เหมือนกันนะโว้ย

7.9.52

ห นึ่ ง ค ว า ม ห ม า ย แ ต่ ห ล า ย ค ว า ม คิ ด


ผมเก็บภาพนี้ไว้จากแพวัดแหลม เพราะว่าชอบในโทนสีที่ใกล้เคียงกันของผิวเรือและผืนน้ำ รวมทั้งความสงบนิ่งของกระแสน้ำ ความเก่าที่เล่าเรื่องราวของเรือแจวสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี นั่นเป็นความชอบส่วนตัว ที่ไม่ได้คิดอะไรเกินกว่าที่มือกดชัตเตอร์ (มือถือ)

บางครั้งเราคิดเพียงแค่นิดเดียว และไม่ได้ต้องต่อยอดความคิดให้ยาวไกลไปอีก แต่คนรอบๆ กลับมองไปอีกรูปแบบนึง ซึ่งต่างจากที่เราคิดไปคนละทาง มันห้ามกันไม่ได้

บ้างก็ว่ารูปนี้เรือเอียง สีของฉากกลืนไปกับวัตถุ ทำให้ไม่มีจุดเด่น หรือหาคอนทราสไม่ได้ อะไรก็ตามแต่ เราก็ยังเป็นเราอยู่วันยังค่ำ คือต้องการทำเพื่อนสนองความคิดและจิตใต้สำนึกของตัวเองเพียงเท่านั้น และเมื่อได้คิดและลงมือทำแล้ว ก็คิดเพียงเท่านั้น ทำเพียงเท่่านั้น เพื่อให้ก้อนความคิดมันละลายไปกับสิ่งที่เราได้ทำ

เคยเอ่ยกับคนๆ นึงไว้ว่า ไม่ได้ต้องการอะไรเหมือนที่เคยได้ เพราะหมดความต้องการแล้ว ก็หมายความว่าหมดจริงๆ ไม่สามารถย้อนกลับมานั่งนับหนึ่งใหม่ได้ ก็ได้ทำตามอย่างที่พูดและคิดแล้ว และมันจะไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น... ได้สัญญาอะไรไว้กับคนๆ นึง ก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ แต่จะคิดต่อกันไปอย่างไร คงห้ามกันไม่ได้

ในเรื่องของความคิดของคนหนึ่งคน
หลายคนจะตีความกันไปกี่ความหมาย หรือได้กี่ใจความก็ไม่เป็นไร
เราแค่หมายความ ตามที่เราคิดเพียงเท่านั้น

1.9.52

ม ะ เ ร็ ง ข อ ง แ ม่ ฉั น


ขึ้นต้นได้อย่างน่าใจหายจริงๆ สำหรับคำว่า มะเร็ง โรคที่หลายคนเป็น และหลายๆ คนไม่อยากที่จะเป็น (แต่มันเลือกไม่ได้ว่ะ) และมันยิ่งน่าใจหายเข้าไปอีก เมื่อคำว่ามะเร็ง เสือกทะลึ่งมานำหน้าคำว่าของแม่ฉัน หมาย ความตามนั้นนั่นล่ะครับ คือแม่ผมเป็นมะเร็ง...

มะเร็งในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง มาแค่เล็ง แต่ไม่ได้ยิงนะครับ (ทำเป็นขำไป) แต่ผมกำลังหมายถึง กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตมีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็วและมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง...

ซึ่ง เผอิ๊นนนน มาเกิดกับแม่ผมในรอบอายุ 65 ปีของแกพอดิบพอดี ราวกับว่าฟ้าได้ submit แล้ว ว่าคนนี้น่ะ เอามะเร็งไปแดก (ทำเป็นขำไป) เพราะงั้นก็จงเป็นมะเร็งซะ จะว่าโชคดีหรือว่าโชคไม่ดีก็ไม่รู้ครับ เพราะไอ้มะเร็งของแม่ผม มันดันไปเกิดอยู่บนต้นขาซ้าย ในรูปแบบของก้อนไขมันส่วนเกินที่โตวันโตคืนมาเป็นเวลา 20 กว่าปี ช่วงหลังมานี่มันคงกินอิ่มนอนหลับ โตเอาอ้วนเอา ทำให้ต้นขาข้างซ้ายของแม่ผมมีขนาดใหญ่กว่าปรกติ

ที่ว่าใหญ่กว่าปรกติเนี่ย ให้นึกภาพก้อนไขมันส่วนเกิน ขนาดความยาวจากหัว ถึงหาง 1.5 ฟุต ลำตัวกว้าง .5 ฟุต และน้ำหนักที่ชั่งเมื่อเช้าวันนั้น (วันที่หมอผ่ามันออกมา) ได้ปริมาตรสุทธิ 2.4 กิโลกรัมอย่างเป็นทางการถ้าเทียบกับน้ำหนักเด็กแรกเกิดนี่ถือว่าน้อยจัดทีเดียวละครับ อาจจะต้องเข้าตู้อบหลายวัน แต่นี่เผอิญมันเสือกเป็นมะเร็งน่ะ มันก็เลยไม่น้อย จนต้องเดือดร้อนให้หมอที่โรงพยาบาลศิริราช หั่นมันออกซะ

หั่น ออกไปแล้วพร้อมกับสบายใจว่าไปซะได้ก็ดี ไอ้มะเร็งนรก มาเกาะแม่กูทำไมครับ ผลการผ่าตัดหลังจากนอนศริราช 2 อาทิตย์ ผลการพิสูจน์ก็ออกมาครับ ปรากฏว่าก้อนไขมันที่มีเศษชิ้นเนื้อต้นขาของแม่ติดไปด้วยนั่นเป็นเนื้อร้าย เรียกง่ายๆ ว่ามะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน...

แสรดดดด ตัวจากไปแล้วยังทะลึ่งฝากทายาทไว้อีกแหน่ะ ว่าแล้วพ่อกับแม่ รวมทั้งที่บ้านก็เซ็งครับ ว่าแม่เป็นมะเร็งอีกโรคนึงแล้วเหรอวะ? เพราะแม่ผมเป็นสมาชิกตลอดชีพของโรคภูมิแพ้มาก่อนหน้านั้นแล้วครับ (ราวๆ ซัก 20 กว่าปีเห็นจะได้) ใครไม่เคยเจอ แม่นี่ล่ะเจอมา เป็นโรคน่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในโลกใบนี้แต่นี่มาเป็นสมาชิกใหม่ของโรงมะเร็งเนื้อเยื่ออ่อนเข้าไปอีก ถึงกับฮากันไม่ไหวเลยทีเดียว แต่ก็ยังดีที่มันไม่ได้ร้ายแรงเหมือนกับมะเร็งในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ที่ส่วนใหญ่เป็นแล้วก็เตรียมบอกลาโลกกันได้เลย

มะเร็งของแม่ได้สร้างความลำบากกาย หรือลำบากใจให้กับตัวเขาเองซักเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะว่าแกเจอกับโรคภูมิแพ้และเป็นหนักมาตลอดชีวิตแล้วก็ว่าได้มะเร็งมันก็เลยดูเด็กๆ ไป การดูแล และระวัง มันก็เป็นแค่การที่ต้องเข้าตรวจร่างกายที่ศริริราชบ่อยครั้งขึ้น เพื่อตามติดสถานการณ์ว่าไอ้เชื้อมะเร็งมันจะลามไปที่ไหนบ้างหรือเปล่าถ้าไม่ลามก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้ามันเกิดลามขึ้นมาก็ค่อยว่ากัน

อ่านดูเหมือนแม่ผมไม่ได้ยี่หระกับโรคนี้เท่าที่ควรเลยนะครับ
แต่มะเร็งไม่ได้น่ากลัวเลย รู้ไว้ซะ เพราะคนเราเต็มที่ก็แค่ตาย
ที่ผ่านมาก็เจอความตายมาแล้ว 3 รอบ ถ้าเจออีกรอบก็ไม่เห็นแปลก
แม่ผมบอกแบบนั้น

ผมเชื่อใจของแม่ผมนะครับ ว่าแกมีความคิดแบบนั้นจริงๆ และตลอดมาแม่มีทัศนคติกับโรคภัยไข้เจ็บแบบนี้ตลอด คือมันห้ามให้เกิดโรคกับเราไม่ได้หรอก แต่เราห้ามใจให้ไม่คิดป่วยตามโรคได้ ในวงเล็บ ถ้าหัวใจแข็งแรงพอ

ขอให้แม่มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจด่าผมนานๆ ละกันครับ
ผมเห็นแม่ผ่านด่านชีวิต Level ระดับเทพมาแล้ว 3 ครั้ง
อะไรมันจะเกิดขึ้นกับแม่ในครั้งหน้าอีกที มีผมอีกคนที่จะไม่ยี่หระกับคำว่าเสียใจเป็นครั้งที่ 4
เพราะว่าแม่ผมได้บรรลุถึงคำว่า "ความสุขในชีวิต" มาแล้วน่ะครับ

ขอให้สุขภาพของคนที่รัก ของทุกคน แข็งแรง
และที่สำคัญ ในวงเล็บ (ด้วยหัวใจที่แข็งแรง)

ปล. ใครสนใจ (ผมหมายถึงสนใจศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้นะครับ ไม่ได้สนใจที่จะเป็นมะเร็ง)
หรือว่าคนใกล้ตัวของใครกำลังเป็นโรคนี้อยู่ ให้เข้าไปอ่าน ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็ง
ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติเขาได้เลยครับ จะได้ทำความรู้จักกับโรคนี้ซะ ว่ามันเป็นอย่างไร
และมีวิธีการดูแลรักษา หรือป้องกันยังไง

ขอบคุณครับ

19.8.52

ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ต า ม สั น ด า น


การได้ขี่บูเอล คือการได้สนองความต้องการส่วนตัวของผม
หนึ่งคือ มอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์ Harley Davidson
สองคือ รูปทรงที่เป็นแบบ naked
และสามคือ ความต้องการที่ไม่อยากเหมือนคนอื่น

สามอย่างนี่รวมกันเป็นผม
เอาน้ำมาล้างกรองให้เหลือแต่กากจะมีรูปร่างแปลกๆ
ที่คนหลายคนเรียกกันว่า "สันดาน" ครับ

ขอบคุณ 1 เดือนแห่งสันดาน ที่ทำให้เจอตัวเป็นๆ ของกูซักทีครับ
แล้วจะขี่แม่งให้ล้อลากเลย ไม่เปลี่ยนตามสันดานแม่งละ


ปล. เขียนบล๊อคนี้ได้สองเดือน ผมก็กลับไปซื้อ Dyna Super Glide ต่อจากเพื่อนครับ
เลวจริงๆ กู แล้วบอกจะไม่เปลี่ยน 555+

5.8.52

เ ว ล า ที่ เ ป ลี่ ย น ไ ป ?

สวัสดีเดือนสิงหาคมครับ เริ่มต้นเดือนมาสองอาทิตย์ ชีวิตได้เจอกับอะไรมากมาย อย่างที่ไม่เคยคิดว่า แค่ 2 อาทิตย์เพียงเท่านี้ ทำให้เราได้คิดอะไรได้มากเกินความคาดหมาย ...

อย่างที่หนึ่งคือการตัดสินใจที่จะดึงตัวเองออกมาจาก หน้าที่ ที่เต็มใจทำให้คนๆ นึงมาเป็นเวลา 5 ปีเต็ม ณ วันนี้บอกกับตัวเองว่า พอแล้ว ไม่ได้หมายความว่าหมดแรง หรือไม่มีกำลังใจจะทำต่อ หากแต่เราเริ่มรู้สึกว่า การทำอะไรแบบที่ใจไม่ได้ต้องการนั้น มันเป็นสิ่งที่ทำให้ทรมานชิบหาย ...

อย่างที่สองคือการได้เจอกับสิ่งที่ตัวเองหายมานาน ถึงแม้เวลามันจะผ่านมานานเหลือเกิน จนสมองแทบจะเลือนลางไปแล้วว่า ความต้องการในแบบนี้ของเรา ล่าสุด มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? และมันหายไปนานเท่าไหร่แล้ว รู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น หากแต่ว่ามันยังคงมีความไม่ราบเรียบเพียงเท่านั้นเอง หากมันลงล็อค และจังหวะพอดีกัน คงไม่คิดอะไรมากเท่านี้ ...

อย่างสุดท้ายคือความคิดของตัวเองที่มันเริ่มวาง ในอะไรหลายๆ อย่างที่เคยกำมันไว้อย่างแน่น ด้วยความเป็นห่วงว่าถ้าปล่อยไปแล้ว อาจจะเป็นอย่างนั้น หรืออาจจะแบบนี้ก็เป็นได้ ณ วันนี้ เวลานี้ เป็นอย่างไรก็เป็น หากกำไว้แล้วอะไรๆ มันไม่ดีตามที่ใจคิด ปล่อยไปเสียยังดีกว่า

เวลาเดินตามหน้าที่เสมอๆ ครับ
คนต่างหากที่รู้สึกว่า เวลามันเปลี่ยนไปจากเดิม
ความรู้สึกของคนเรา ไม่ได้เดินตามเวลาหรอก
อย่างน้อยก็ผมหนึ่งคน


27.7.52

สั บ ส น และ สั บ ส น

ในค่ำคืนของกรุงเทพ ฝนตก รถติด ผู้คนมากกมายเดินและวิ่งกันบนท้องถนนอย่างสับสนอลหม่าน ผมหรือใครกันที่มันกำลังสับสน ในชีวิตที่หลงหรือเลือกหนทางเดินอยู่ในขณะนี้ ครั้งนึงเคยเลือกที่จะเดินตามคำที่แม่บอกไว้ ว่าทางนี้ดี ทางนี้ถูก ด้วยจังหวะชีวิตในตอนนั้น ที่ใครเจอแบบเดียวกันก็คงปฏิเสธไม่ลง และคงไม่คิดที่จะบอกว่า "ไม่"

เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน จะเรียกว่าความอดทนก็ไม่ใกล้เคียง อยากเพียงบอกว่า ณ ตอนนี้กูเหนื่อยชิบหายกับชีวิตที่ต้องเดินตามหน้าที่ อันจะต้องรับผิดชอบไปอีกนาน และอีกนานเท่าไหร่

คำถามจากคนใกล้ตัวและไกลตัว เป็นคำตอบที่ใกล้เคียงกัน หากแต่ไกลจากความคิดของตัวเองมากนัก ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาอย่างไร ให้เขาได้เข้าใจกันว่า ตอนนี้ไม่ใช่กูแล้ว รู้บ้างไหม อะไรที่เคยได้บอกไปว่าทำได้ ทำให้ หรือเต็มใจทำ นั่นเริ่มจะจางหายไปกับกาลเวลา ผิดไหมถ้าจะบอกว่า ไม่ไหวแล้ว กับการทำอะไรให้คนอื่นมีความสุข บล็อกรั่วก็ยังคงรั่วต่อไป มีหลายคนบอกว่าเราเข้าใจยาก ยากและยากมากๆ ก็เลยอยากจะบ่นให้ตนเองอ่านในคราวหน้าว่า เออ มึงนั่นล่ะเข้าใจยากจริงๆ

นานแล้วเคยต้องการสิ่งนึง ที่ขวนขวายอยากได้มานาน ในตอนนี้สิ่งนั้นเริ่มไกลจากตนเองมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ กลับใกล้เข้ามาอยู่ทุกขณะจิต (หัดกระแดะใช้คำ) จะทำอย่างไรให้มันเป็นปรกติเหมือนเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ได้แต่นึกอยู่ตลอดเวลาว่า เอาน่ะ ใจเย็นสิมึง...

หน้าที่และความรัก สองคำนี้มาพร้อมกัน หากแต่ว่าใครบริหารและมีจังหวะที่ดี นั่นคงมีความสุข ใครมีหน้าที่ทำเพื่อความรัก นั่นเป็นสุขเหลือเกิน หากแต่ใครมีหน้าที่แต่ไม่ได้ทำเพื่อความรัก คงทุกข์หัวใจไปนาน ความรักของผมคือความว่างเปล่า คงเหลือแต่เพียงหน้าที่ ที่จะต้องทำ และคำสัญญาที่ให้ไว้กับหญิงที่รักหนึ่งคน และไม่เคยคิดจะกบฏต่อคำสัญญานั้น ถึงแม้สมองจะสั่งงานว่า กูกำลังเออเร่อร์...

สับสนใช่ไหมหากใครหลงเข้ามาอ่าน
อย่าตกใจไป
เพราะเจ้าของบล็อคมันกำลังเออเร่อร์ว่ะ

23.7.52

ห้าวไปเลยนะมึง


บทจะห้าวเขียนบล็อก ก็เล่นมันซะติดๆ กัน บทจะขี้เกียจก็ปล่อยให้ร้างเป็นอาทิตย์ ธรรมดาของคนรั่วๆ อย่างผมครับ เป็็นประจำเหมือนการแปรงฟัน นั่งรอรถอยู่เมื่อไหร่จะมา เสี้ยนขี่จนน้ำเต็มหูไปหมดแล้ว นั่งมองเขาออกทริปกันอย่างไม่เป็นทางการแล้วได้แต่อยากแบบไม่รู้จุดหมาย

รูปนี้ผมจอดหาที่กดภาพเผื่อเก็บบันทึกไว้ ตอนขึ้นน้ำหนาวเมื่อทริปเพชรบูรณ์ ข้างหน้าเป็นถนนกว้างใหญ่ และยาวสุดลูกหูลูกตา มันรู้สึกดีนะเวลาเราได้เห็นทางสวยๆ แบบนี้ ผมรอให้รถเพื่อนผ่านไปข้างหน้า และรอให้ถนนว่างที่สุด แล้วค่อยเก็บภาพ นานเหมือนกันที่อยู่ตรงนั้น โล่ง และโปร่งมาก

เสร็จจากบันทึกภาพแล้วก็ไล่ตามเพื่อนต่อครับ นานชิบหายกว่าจะไล่พวกมันทันวิ่งกันไม่บันยะบันยัง ไม่เห็นใจคนรั้งท้ายเช่นกูมั่งเลย -_-''

หมดเท่านี้ล่ะครับที่ต้องการเล่า
ปล. บูเอลเมื่อไหร่จะมาวะ จะลงแดงแร้ว วว


เ รื่ อ ง บ า ง เ รื่ อ ง...


หลายคน และหลายครั้ง น่าจะมีใครคิดแบบนี้อยู่ แล้วก็ทำแบบนี้อยู่เช่นกัน ผมก็เป็นหนึ่งในหลายๆ คน ที่คิดและบางครั้งก็กำลังทำแบบนี้อยู่ จะถามว่าอันไหนเป็นจริงที่สุดในโลกทัศน์ของคุณ เดาว่าคงตอบกันไม่ถูก แต่ถ้าจะให้เฉียดและใกล้เคียงที่สุด ก็เห็นจะต้องตอบว่า ทั้ง 4 ข้อนั่นล่ะที่ทำกัน (เนอะ)

บล็อกรั่วๆ หาความมั่วได้ทุกที่ โปรดอย่าถือสาหรือหาความ
ขอให้เข้าใจ แล้วไปคิดเอาเอง ว่าคุณเป็นแบบไหนใน 4 ข้อที่ว่ามา มากที่สุด

สิ้นปี 2568

 ส่งท้ายปี 2568 ด้วยการ เมาพับที่ร้าน SlidingDoor น้าเน๊ก อีกวัน (31) พาหญิงไปซิ่งในเมือง กินมิตรโกหย่วนกันตอน 3 ทุ่ม   อากาศดี ผู้คนดี ชีวิ...